วันพุธที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2560
BIM100 ดูแลสุขภาพอาการกรดไหลย้อน โทร 094 435 0404
BIM100 ดูแลสุขภาพอาการกรดไหลย้อน
BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร สร้างภูมิสมดุล
สอบถามเพิ่มเติม
https://www.jumbolifeshop.com/p/20
โทร 088-826-4444 , 094-709-4444
089-071-8889 , 094-435-0404
LINE ID : @Jumbolife
โรคกรดไหลย้อน
โรคกรดไหลย้อน ถือเป็นโรคหนึ่งที่คนวัยทำงานเริ่มได้ยินบ่อยมากขึ้นในยุคนี้ ภาวะโรคกรดไหลย้อนนั้น คือภาวะที่กรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะไหลย้อนมาในหลอดอาหาร ทำให้เกิดการอักเสบของหลอดอาหาร ส่งผลให้ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บหน้าอก
อย่างที่ทราบกันดีเมื่อเรารับประทานอาหารเข้าทางปาก อาหารจะถูกเคี้ยว และกลืนเข้าหลอดอาหาร อาหารก็ จะถูกบีบไล่ไปยังกระเพาะอาหาร ระหว่างรอยต่อของกระเพาะอาหาร และหลอดอาหารจะมีหูรูด ทำให้ที่ปิดมิให้อาหารหรือกรดไหลย้อนกลับไปยังหลอดอาหาร เมื่ออาหารอยู่ ในกระเพาะจะมีกรดออกมาจำนวนมาก เมื่ออาหารได้รับการย่อยแล้วจะถูกการบีบไปยังลำไส้เล็กนั้นเอง แต่เหตุอยู่ที่หากมีกรดไหลย้อนไปยังหลอดอาหารก็จะส่งเสียต่อสุขภาพ โดยมีอาการเจ็บหน้าอก เจ็บแน่นหน้าอก หรือแสบหน้าอก บางครั้งอาจจะรู้สึกรสเปรี้ยวนั้นั่นเอง
ปัจจัยเสี่ยงโรคกรดไหลย้อน
ภาวะกรดไหลย้อนเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุทั้งจากความผิดปกติของหลายๆ ส่วนในระบบเดินอาหาร อาทิ ทางกายภาพ เช่น มีหูรูดกระเพาะอาหารปิดไม่สนิท, มีการบีบตัวของหลอดอาหารที่ผิดปกติไป, มีการเลื่อนของหูรูดกระเพาะไปจากส่วนที่ควรจะเป็น ทั้งนี้หูรูดกระเพาะอาหารจะอยู่ติดกับกระบังลม ซึ่งถ้าในจุดนี้มีการเกินไป ก็ส่งผลสู่ปัจจัยหนึ่งที่ให้เกิดโรคนี้ได้ นอกจากนี้ปัจจัยที่เป็นตัวการส่งเสริมให้เกิดโรคนี้ อันดับต้นๆ คือ พฤติกรรมของตัวเรา โดยเฉพาะกับคนที่ชอบกินจุบกินจิบ รับประทานอาหารไม่เป็นเวลา ชอบอาหารรสจัด ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ รีบเร่งในการทานอาหาร พฤติกรรมเช่นนี้มีโอกาสเสี่ยงสูง
สังเกตอาการโรคกรดไหลย้อนได้อย่างไร
ลักษณะอาการที่แสดงอย่างชัดเจน อันเนื่องมากจากความผิดปกติจากโรคคือ มีโรคบางโรคที่ทำให้มีน้ำลายน้อย พอมีน้ำลายน้อยก็ทำให้การชะล้างกรดมีความผิดปกติได้ หรือเกิดจากการรับประทานยาบางชนิดมีผลต่อการโรคกรดไหลย้อนได้ ซึ่งอาการบ่งชี้มาในลักษณะของ
มีอาการแสบร้อนในหน้าอก
เรอบ่อย
จุกแน่นบริเวณลิ้นปี บางรายจุกแน่นมาถึงลำคอ
นอกจากนี้ยังมีอาการอื่นที่ไม่ควรมองข้าม คือการไอเรื้อรัง โดยไม่ทราบสาเหตุ ก็อาจเป็นไปได้ว่าเกิดกรดไหลย้อนขึ้นมาสูงจนเข้าไปในหลอดลม ส่งผลต่อการอและหอบ ซึ่งกรดเหล่านี้สามารถกระตุ้นการหอบได้ด้วย
ละเลยกรดไหลย้อน เสี่ยงมะเร็งหลอดอาหาร
หากปล่อยไว้จะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งหลอดอาหาร เนื่องจากว่าหลอดอาหารไม่สามารถทนทานต่อกรดได้มากนัก เพราะฉะนั้นเมื่อมีการอักเสบบ่อยๆ อาจจะทำให้เซลล์ต่างๆ เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปก็ได้ แต่อย่างไรก็ตามภาวะนี้เกิดได้น้อย
อย่างไรก็ตามโรคกรดไหลย้อน ไม่ใช่โรคร้ายแรงถึงชีวิต แต่เป็นโรคที่สร้างความทุกข์ทรมานให้กับผู้ป่วย ทำให้คนไข้มีคุณภาพชีวิตและประสิทธิภาพการทำงานลดลง สิ่งคนไข้ต้องเผชิญจริงๆ จากโรคกรดไหลย้อนนี้ คืคนไข้ เกิดความลำบากในการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น มีอาการจุกแน่นอึดอัด แน่นหน้าอกมาก จนเกิดความกังวล นอนไม่หลับ เพราะอาการกรดไหลย้อนจะมีอาการเยอะขึ้นเมื่อนอน ส่งผลให้เกิดการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ เรียกได้ว่าเป็นการรบกวนการวิถีชีวิตในประจำวัน แต่ก็ไม่ถึงขั้นทำให้เราเสียชีวิต
ทั้งนี้โรคกรดไหลย้อน จะมีอาการท้องอืดท้องเฟ้อร่วมด้วย คล้ายๆ กับอาการของโรคกระเพาะอาหาร จึงเป็นให้ใครหลายคนเข้าใจผิด คิดว่าตนเองอาจจะเป็นโรคกระเพาะอาหาร และไปซื้อยาเคลือบแผลในกระเพาะอาหารมารับประทานเอง ซึ่งเป็นการรักษาไม่ตรงจุด
กรดไหลย้อน รักษาได้อย่างไร
เมื่อสงสัยว่าจะเกิดโรคกรดไหลย้อน อันดับแรกแพทย์อาจจะต้องซักถาม เพราะโรคนี้เป็นโรคเรื้อรัง ไม่ใช่แค่เรอวันเดียว คลื่นไส้วันเดียว แล้วจะเป็นโรคกรดไหลย้อน ซึ่งหากว่าวินิจฉัยแล้ว อาการแสดงเสี่ยงต่อโรคกรดไหลย้อน ปกติจะแนะนำให้รับประทายาปรับการหลั่งก่อน 1-2 สัปดาห์ ทั้งนี้การรับประทานยาเป็นทั้งการรักษาและวินิจฉัย เพราะปกติกรดไหลย้อนมักจะดีขึ้นด้วยการรับประทานยา แต่ถ้าไม่ดีขึ้น ขั้นตอนต่อไป
ปัจจุบันมีวิธีการรักษาจากการส่องกล้องเพื่อดูลักษณะของหลอดอาหาร ร่วมถึงมีการวัดการบีบตัวของหลอดอาหาร วัดความดัน ตรงบริเวณหูรูดของหลอดอาหาร ในระดับต่างๆ
ใครบ้างที่เป็นกลุ่มเสี่ยงของโรคนี้
1. ผู้สูงอายุ
คนอายุมากจะมีโอกาสเกิดกรดไหลย้อนสูงขึ้น เนื่องจากหูรูดกระเพาะจะหย่อนมากกว่าปกติ นอกจากนี้พออายุมากขึ้น เยื่อบุต่างๆ เสื่อมสภาพลง น้ำลายลดลง หรือต้องรับประทานยาต่างๆ หลายชนิดที่มีผลข้างเคียงทำให้น้ำลายลดลงหรือ กินยาบางอย่างที่ทำให้หูรูดกระเพาะปิดไม่สนิท ก็มีอาการของโรคกรดไหลย้อนตามม
2. คนอ้วน
ในคนที่อายุน้อย แต่มีน้ำหนักตัวที่มากขึ้น และการรับประทาน ชา กาแฟ ของมัน ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นการหลั่งกรด ทั้งนี้เมื่อน้ำหนักตัวที่เพิ่มมากขึ้น ความดันในช่องท้องเพิ่มมากขึ้น หูรูดกระเพาะก็อาจปิดไม่สนิท
BIM100 ดูแลสุขภาพ โรคกระเพาะ กรดไหลย้อน ริดสีดวง โทร 094 435 0404
BIM100 ดูแลสุขภาพ โรคกระเพาะ กรดไหลย้อน ริดสีดวง
BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร สร้างภูมิสมดุล
สอบถามเพิ่มเติม
https://www.jumbolifeshop.com/p/20
โทร 088-826-4444 , 094-709-4444
089-071-8889 , 094-435-0404
LINE ID : @Jumbolife
อาการของโรคกระเพาะ
ผู้ป่วยเป็นโรคกระเพาะจะมีอาการสำคัญดังนี้
- ปวดหรือจุกแน่นท้องบริเวณใต้ลิ้นปี่ หรือ หน้าท้องช่วงบน โดยเฉพาะเวลาท้องร้องหรือหิว แต่เป็นอาการปวดที่ทนได้
- ในบางรายปวดหลังจากรับประทานอาหาร
- อาการปวดแน่นดังกล่าว สามารถบรรเทาด้วยยาลดกรดหรืออาหาร
- จะมีอาการปวดเป็นๆ หายๆ โดยมีการเว้นช่วงค่อนข้างนานแล้วกลับมาเป็นใหม่ เช่น ปวด 1 – 2 สัปดาห์ หลังจากนั้นอีกหลายเดือนจึงกลับมาปวดใหม่
- ปวดแน่นท้องกลางดึกหลังจากที่หลับไปแล้ว
- มีอาการท้องอืด ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ เรอลม มีลมในท้อง ร้อนในท้อง คลื่นไส้อาเจียน
- ถึงจะมีอาการเรื้อรังเป็นปี สุขภาพทั่วไปยังไม่ทรุดโทรม
อย่างไรก็ตามอาการของโรคอาจจะไม่สัมพันธ์กับความรุนแรงของโรคเลยก็ได้ เช่น บางรายไม่มีอาการปวดท้อง แต่มีแผลใหญ่มากในกระเพาะอาหารและลำไส้
อาการแทรกซ้อนของโรคกระเพาะ
- อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายเหลวเป็นสีดำ หน้ามืด วิงเวียน เป็นลม อันเนื่องมาจากเลือดออกจากแผลในกระเพาะอาหาร
- อาการปวดท้องช่วงบนแบบเฉียบพลัน หน้าท้องแข็งตึง กดเจ็บมาก อันเนื่องมาจากกระเพาะอาหารทะลุ
- อาเจียนหลังอาหารเกือบทุกมื้อ เบื่ออาหาร น้ำหนักลดลง รับประทานอาหารได้น้อย อิ่มเร็ว อันเนื่องมาจากกระเพาะอาหารอุดตัน
หากมีอาการข้างต้น ต้องรีบพบแพทย์ เพราะอาจจะถึงแก่ชีวิตได้
สาเหตุของโรคกระเพาะ
สาเหตุของโรคกระเพาะ เกิดได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งไม่ได้เกิดจากการกินอาหารไม่ตรงเวลาเพียงอย่างเดียว มีสาเหตุดังนี้
1. เชื้อโรค Helicobacter pylori
เชื้อโรค Helicobacter pylori หรือภาษาไทยอ่านว่า “เฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร” แบคทีเรียตัวนี้ จะมีรูปร่างเป็นแท่งติดสีน้ำเงิน มีความสามารถอยู่ในสภาวะกรดได้ดี แบคทีเรียดังกล่าวนี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง มะเร็งต่อมน้ำเหลืองในกระเพาะอาหาร และมะเร็งกระเพาะอาหาร จากการคาดการณ์ผู้คนทั่วโลกได้ติดเชื้อแบคทีเรีย Helicobacter pylori ไปแล้วกว่า 2,000 ล้านคนทั่วโลก ในประเทศไทยพบการติดเชื้อ 40% ของผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหารทั้งหมด พบมากที่สุดในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
สำหรับการติดเชื้อ Helicobacter pylori เกิดจากผู้ป่วยโรคกระเพาะ รับประทานอาหารที่ไม่ผ่านการปรุงสุก หรืออาหารที่ปนเปื้อนแบคทีเรีย Helicobacter pylori ในอาหารและน้ำดื่ม หรือสัมผัสน้ำลายหรืออุจจาระของคนที่เป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบ
2. กระเพาะอาหารมีกรดมากขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นต่อไปนี้ทำให้มีกรดในกระเพาะมากขึ้น ทำให้มีความเสี่ยงเป็นโรคกระเพาะมากขึ้น
2.1 ความเครียด ความวิตกกังวล เพราะจะกระตุ้นให้เซลล์กระเพาะอาหารหลั่งกรดเพิ่มขึ้น ซึ่งกรดจะก่อการระคายเคือง และก่อการอักเสบต่อเซลล์เยื่อเมือกบุกระเพาะอาหาร ส่งผลทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหารอักเสบ
2.2 การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เช่น สุรา เบียร์ บรั่นดี ยาดอง
2.3 ดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ จะทำให้กระเพาะหลั่งกรดออกมามาก
2.4 การสูบบุหรี่ เพราะบุหรี่ทำให้เกิดการหลั่งกรดออกมามาก
2.5 รับประทานอาหารไม่เป็นเวลา
2.6 ภาวะที่มีกรดหลั่งออกมามาก เช่นโรค Zollinger-Ellisson syndrome กรดที่หลั่งออกมามากจะทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหารทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร
3. มีการทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหาร
3.1 รับประทานยาแก้ปวด ยาแก้ปวด แก้ปวดกระดู ปวดกล้ามเนื้อ ยาชุดที่มีแอสไพรินและยาสเตียรอยด์ ยาชุดต่างๆโดยเฉพาะสารที่ระคายกระเพาะ เช่น ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAID ต่อให้เป็นการให้ยาโดยการอมใต้ลิ้นหรือฉีดก็มีโอกาสเกิดแผลที่กระเพาะ เนื่องจากนี้จะไปกระตุ้นให้เกิด cyclooxigenase II (Cox II) ซึ่งจะทำให้เกิดการอักเสบที่กระเพาะ
3.2 รับประทานอาหารเผ็ดจัด และเปรี้ยวจัด
3.3. ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เช่น สุรา เบียร์ บรั่นดี ยาดอง
4. คนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคกระเพาะ หากครอบครัวไหนมีโรคกระเพาะ คนในครอบครัวนั้นก็จะมีโอกาสเกิดโรคสูง
BIM100 น้ำมังคุด อาการภูมิแพ้ กรดไหลย้อน ความดันโลหิต โทร 088 826 4444
BIM100 น้ำมังคุด อาการภูมิแพ้ กรดไหลย้อน ความดันโลหิต
BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร สร้างภูมิสมดุล
สอบถามเพิ่มเติม
https://www.jumbolifeshop.com/p/20
โทร 088-826-4444 , 094-709-4444
089-071-8889 , 094-435-0404
LINE ID : @Jumbolife
โรคภูมิแพ้ (Allergy) เป็นโรคที่สามารถพบเห็นได้บ่อยในทุกที่ทั่วโลก โดยเป็นโรคที่เกิดจากการตอบสนองของร่างกายต่อสารกระตุ้น ที่ในคนที่ปกตินั้นจะไม่ก่อให้เกิดอันตรายกับร่างกาย เช่น ไรฝุ่น ละอองเกสรของพืช แต่ในคนที่เป็นโรคภูมิแพ้จะเกิดการตอบสนองที่มากผิดปกติต่อสารเหล่านี้ จึงทำให้เกิดอาการอักเสบกับอวัยวะที่สัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ ระยะเวลาที่อาการจะแสดงออกมาหลังจากสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้อาจจะใช้เวลาก่อนเกิดอาการเป็นนาทีหรือเป็นชั่วโมงก็ได้ และคนที่เป็นภูมิแพ้ยังมีการตอบสนองไวกว่าปกติต่อสิ่งที่ไม่ใช่สารกระตุ้น หรือสารก่อภูมิแพ้ เช่น ความเย็น ความร้อน ความชื้น ฝน ความกดอากาศต่ำ ซึ่งภาวะการณ์ตอบสนองนี้อาจจะอยู่นานเป็นวัน หรือเป็นเดือน และสามารถเกิดอาการได้โดยไม่ต้องสัมผัสสารก่อภูมิแพ้
สาเหตุของการเกิดโรคภูมิแพ้
โรคภูมิแพ้สามารถเกิดได้จากทั้งเรื่องของพันธุกรรม และสิ่งแวดล้อม โดยมีการค้นพบว่า ถ้าใครมีบิดาหรือมารดาป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ บุคคลนั้นก็มีโอกาสที่จะเป็นโรคภูมิแพ้ด้วยเช่นกัน โดยมีโอกาสเป็นประมาณ 30 - 50% แต่ถ้าเป็นโรคภูมิแพ้กันทั้งบิดามารดา บุคคลนั้นก็จะมีโอกาสเป็นมากขึ้นประมาณ 50 - 70% ในขณะที่ คนที่มีบิดามารดาไม่ได้เป็นโรคภูมิแพ้เลยจะมีโอกาสเป็นอยู่ที่ 10% เท่านั้น ซึ่งในปัจจุบันนี้ยังไม่มีหนทางที่จะแก้ไขปัจจัยทางพันธุกรรมได้ ดังนั้นจึงควรป้องกันตัวเองไม่ให้โรคภูมิแพ้เกิดขึ้นด้วยการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้และสารระคายเคืองต่างๆ เช่น ควันบุหรี่ ไรฝุ่น เป็นต้น ซึ่งจะช่วยลดการเป็นภูมิแพ้ และป้องกันไม่ให้เกิดโรคภูมิแพ้ขึ้นมาได้
กระบวนการเกิดโรคภูมิแพ้
เริ่มต้นด้วยการสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ เมื่อสารก่อภูมิแพ้เข้าสู่ร่างกาย ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหน เช่น การสูดดม การสัมผัสกับผิวหนัง หรือจากการรับประทาน ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะตอบสนองสารก่อภูมิแพ้เหล่านั้นด้วยการหลั่งสารก่อการอักเสบต่างๆ ซึ่งจะกระตุ้นให้มีการพัฒนาเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันที่สามารถผลิตแอนติบอดี (antibody) ต่อสารก่อภูมิแพ้นั้น ๆ เมื่อภายในร่างกายมีแอนติบอดีแล้ว ก็จะทำให้ร่างกายมีความไว (sensitive) ต่อสารก่อภูมิแพ้ชนิดนั้นเพิ่มมากขึ้น
จากนั้นในครั้งต่อไปที่ร่างกายได้รับหรือมีการสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ ระบบภูมิคุ้มกันและแอนติบอดีก็จะตอบสนอง และก่อให้เกิดการกระตุ้นของเซลล์ชนิดหนึ่งที่เรียกว่าแมสต์เซลล์ (mast cell) ซึ่งจะหลั่งสารที่เรียกว่าฮีสตามีน (histamine) ซึ่งเป็นตัวการสำคัญของอาการที่ไม่พึงประสงค์ของโรคภูมิแพ้
-เกสรของดอกไม้ หรือที่คนส่วนใหญ่รู้จักกันในชื่อ ไข้ละอองฟาง
-ไรฝุ่น ซึ่งเป็นสารก่อภูมิแพ้ที่พบได้บ่อยในครัวเรือน
-สะเก็ดเล็ก ๆ ของผิวหนังหรือขนสัตว์
-อาหาร โดยเฉพาะถั่วบางชนิด อาหารทะเล ไข่และนมวัว
-แพ้พิษจากแมลงกัดต่อย รวมถึงอาการแพ้ที่เกิดจากเหล็กใน
-ยา โดยเฉพาะยาไอบูโพรเฟน (ibuprofen) แอสไพริน (aspirin) และยาปฏิชีวนะบาง
-ชนิด เช่น อามอกซีซิลิน (amoxicillin)
-ยางที่ใช้ในการทำถุงมือ และถุงยางอนามัย
-สารเคมีที่ใช้ในครัวเรือน เช่น สารเคมีในผงซักฟอกและน้ำยาเปลี่ยนสีผม
BIM100 น้ำมังคุด สาเหตุโรคกรดไหลย้อน ซีสต์ที่หน้าอก โทร 088 826 4444
BIM100 น้ำมังคุด สาเหตุโรคกรดไหลย้อน ซีสต์ที่หน้าอก
BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร สร้างภูมิสมดุล
สอบถามเพิ่มเติม
https://www.jumbolifeshop.com/p/20
โทร 088-826-4444 , 094-709-4444
089-071-8889 , 094-435-0404
LINE ID : @Jumbolife
โรคกรดไหลย้อน
โรคกรดไหลย้อน, โรคน้ำย่อยไหลกลับ, โรคกรดไหลกลับ หรือ โรคเกิร์ด (Gastroesophageal reflux disease – GERD) หมายถึง ภาวะที่น้ำย่อยในกระเพาะอาหารซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรดไหลย้อนกลับขึ้นไประคายเคืองในหลอดอาหารและลำคอ ทำให้เกิดอาการแสบร้อนกลางอก ลำคอ และกล่องเสียงอักเสบ
กรดไหลย้อน เป็นโรคที่พบได้ประมาณ 10-15% ของผู้ที่มีอาการอาหารไม่ย่อย (Syspepsia) เป็นโรคที่พบได้ในคนทุกอายุ ตั้งแต่เด็กแรกเกิดไปจนถึงผู้สูงอายุ โดยจะพบอัตราการเกิดสูงขึ้นในคนที่อายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป (พบสูงสุดในคนอายุ 60-70 ปีขึ้นไป) แต่ก็อาจพบได้ในเด็กเล็กและคนวัยหนุ่มสาวได้ด้วยเช่นกัน ผู้หญิงและผู้ชายมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้ใกล้เคียงกัน
มีรายงานว่า ในคนตะวันตกจะพบโรคนี้ได้ประมาณ 10-20% ของประชากร ส่วนในสหรัฐอเมริกาพบคนที่มีอาการของโรคนี้ประมาณ 25-40% โดยคาดว่าเมื่อคนมีอายุยืนยาวมากขึ้นก็จะพบโรคนี้ได้เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย
สาเหตุของโรคกรดไหลย้อน
เกิดจากภาวะหย่อนสมรรถภาพของหูรูดส่วนล่างของหลอดอาหาร (Lower esophagel sphincter – LES) ทำให้กล้ามเนื้อหูรูดส่วนนี้ปิดไม่สนิท จึงเปิดช่องให้น้ำย่อยในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไปที่หลอดอาหารและลำคอ น้ำย่อยซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรดก็จะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุของอวัยวะเหล่านี้ ทำให้เกิดอาการไม่สบายและอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ตามมา
โดยภาวะปกติในขณะที่เรากลืนอาหารนั้น กล้ามเนื้อหูรูดส่วนล่างของหลอดอาหารนี้จะหย่อนคลายตัวเพื่อเปิดให้อาหารไหลผ่านลงไปในกระเพาะอาหาร เมื่ออาหารไหลผ่านลงไปกระเพาะจนหมดแล้ว หูรูดนี้ก็จะหดรัดตัวเพื่อปิดกั้นไม่ให้อาหารและน้ำย่อยซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรดที่อยู่ในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไปที่หลอดอาหารจนทำอันตรายต่อเยื่อบุหลอดอาหารได้
สาเหตุที่ทำให้หูรูดส่วนล่างของหลอดอาหารหย่อนสมรรถภาพนั้น ในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่เชื่อว่าอาจเกิดจากความเสื่อมตามอายุหรือหูรูดยังเจริญไม่เต็มที่ (ในทารก) หรือมีความผิดปกติโดยกำเนิด
กรดไหลย้อนเกิดจาก
โรคกรดไหลย้อน
สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคกรดไหลย้อน ได้แก่
หูรูดส่วนล่างของหลอดอาหารเสื่อมตามอายุหรือหูรูดยังเจริญได้ไม่เต็มที่ (ในทารก) ในผู้สูงอายุ เซลล์ต่าง ๆ ทุกชนิดของร่างกายรวมทั้งหูรูดและของกระเพาะอาหารจะค่อย ๆ เสื่อมลง ดังนั้นจึงทำให้หูรูดนี้หย่อนสมรรถภาพลง อาหารและน้ำย่อยในกระเพาะอาหารจึงดันย้อนกลับขึ้นไปที่หลอดอาหารได้ง่าย ส่วนในเด็กทารกจะเกิดจากหูรูดส่วนนี้ยังเจริญไม่เต็มที่ การทำงานจึงหย่อนยาน เด็กทารกจึงมีการขย้อนนมและอาหารออกมาได้ แต่อาการต่าง ๆ มักจะหายไปเองเมื่อเด็กโตขึ้น เพราะกล้ามเนื้อหูรูดจะเริ่มแข็งแรงมากขึ้นแล้ว
มีปริมาณกรดค้างอยู่ในหลอดอาหารนานกว่าปกติ เนื่องจากกลไกในการกำจัดกรดในหลอดอาหารผิดปกติ เช่น มีน้ำลายน้อย หรือการบีบตัวของหลอดอาหารผิดปกติ (ทำให้อาหารที่รับประทานลงช้าหรืออาหารที่ไหลย้อนกลับขึ้นมาจากเพาะอาหารค้างอยู่ในหลอดอาหารนานกว่าปกติ)
กระเพาะอาหารบีบตัวลดลงเนื่องจากสาเหตุต่าง ๆ เช่น จากอายุที่สูงมากขึ้น (เมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไป เซลล์ต่าง ๆ ทุกชนิดของร่างกายรวมทั้งหูรูดและของกระเพาะอาหารจะค่อย ๆ เสื่อมลง), จากการอักเสบของกระเพาะอาหารหรือของเส้นประสาทกระเพาะอาหาร จากผลข้างเคียงของยาบางชนิด (เช่น ยาทางจิตประสาท), จากการได้รับสารบางอย่างที่ทำให้กล้ามเนื้อหูรูดในหลอดอาหารคลายตัว (เช่น แอลกอฮอล์, สะระแหน่) จึงส่งผลให้เกิดการคั่งของอาหารและน้ำย่อยนานกว่าปกติ ซึ่งจะเพิ่มแรงดันในกระเพาะอาหารดันให้หูรูดนี้เปิดออก อาหารหรือน้ำย่อยจึงไหลย้อนกลับขึ้นไปที่หลอดอาหาร
การมีแรงดันในกระเพาะอาหารเพิ่มขึ้น จึงดันให้หูรูดเปิดหรือปิดไม่สนิท ทำให้อาหารหรือน้ำย่อยในกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นไปที่หลอดอาหาร เช่น อาการไอ โดยเฉพาะการไอเรื้อรัง, การตั้งครรภ์, โรคอ้วน, การรับประทานอาหารแต่ละมื้อในปริมาณมาก, หลังรับประทานอาหารเสร็จแล้วนอนเลย, การรับประทานอาหารประเภทที่ค้างอยู่ในกระเพาะอาหารได้นาน (เช่น อาหารมัน) เป็นต้น
มีปัจจัยที่ส่งเสริมให้ภาวะกรดไหลย้อนเกิดบ่อยและนานขึ้น เช่น การมีไส้เลื่อนกะบังลมขนาดใหญ่, การมีปริมาตรของกระเพาะเพิ่มมากขึ้น, กระเพาะอาหารขยายตัวมากขึ้น, กระเพาะมีกรดหรือสิ่งคัดหลั่งมากขึ้น
BIM100 น้ำมังคุด สมุนไพรช่วยโรคกรดไหลย้อน ภูมิแพ้ ไมเกรน โทร 094 435 0404
BIM100 น้ำมังคุด สมุนไพรช่วยโรคกรดไหลย้อน ภูมิแพ้ ไมเกรน
BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร สร้างภูมิสมดุล
สอบถามเพิ่มเติม
https://www.jumbolifeshop.com/p/20
โทร 088-826-4444 , 094-709-4444
089-071-8889 , 094-435-0404
LINE ID : @Jumbolife
โรคกรดไหลย้อน (ภาษาอังกฤษ – Gastro-Esophageal Reflux Disease; GERD) คือ ภาวะที่มีกรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร ไหลย้อนขึ้นมา บริเวณหลอดอาหาร
ซึ่งหลอดอาหาร เป็นอวัยวะที่ไม่ทนต่อกรด จึงทำให้เกิดการอักเสบ ของหลอดอาหาร
โดยปกติแล้ว หลอดอาหาร จะมีการบีบตัวไล่อาหารลงด้านล่าง และ หูรูด ทำหน้าที่ป้องกันการไหลย้อนของน้ำย่อย กรด หรืออาหาร ไม่ให้ไหลย้อนขึ้นมา บริเวณหลอดอาหาร
แต่ในปัจจุบัน หูรูดส่วนนี้ ทำงานได้น้อยลงในบางคน ซึ่งจะตรวจพบได้ประมาณ 1 ใน 5 คน
พบในคนทั่วไป ทุกกล่ม ทุกช่วงอายุ ตั้งแต่เด็ก ไปจนถึงผู้ใหญ่ แต่จะพบได้มากในคนอ้วน หรือสูบบุหรี่
และการไหลย้อนของกรด ถ้ามีมาก อาจไหลออกนอกหลอดอาหาร อาจทำให้มีผลต่อกล่องเสียง ลำคอ หรือปอดได้
ซึ่งหากละเลยไม่ไปพบแพทย์ เพื่อทำการรักษา อาจทำให้เรื้อรัง กลายเป็นมะเร็งหลอดอาหารได้
โรคกรดไหลย้อน เกิดจากสาเหตุอะไร?
สาเหตุหลักของโรคกรดไหลย้อน เกี่ยวข้องกับ ความผิดปกติ ในการทำหน้าที่ของ หูรูดหลอดอาหารส่วนล่าง เช่น
มีการคลายตัวของหูรูดหลอดอาหาร โดยไม่มีการกลืน หรือ ความดันของหูรูดของหลอดอาหารลดลง ไม่สามารถต้านแรงดันในช่องท้อง และการบีบตัวของกระเพราะอาหารได้
ในภาวะปกติ ร่างกายมีกลไลการป้องกัน การไหลย้อนของน้ำย่อยจากกระเพาะอาหาร ขึ้นไปในหลอดอาหาร โดยการทำงานของหูรูดหลอดอาหารส่วนล่าง
ซึ่งหูรูดนี้ จะคลายตัวขณะที่มีการกลืนอาหาร เพื่อไม่ให้อาหารและกรด จากกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นไป ในหลอดอาหาร
เมื่อประสิทธิภาพการทำงานของกลไลการควบคุมนี้เสื่อมลง หรือบกพร่อง จึงเกิดกรดไหลย้อน ซึ่งอาจเกิดเป็นครั้งคราว เป็นพักๆ หรือเกิดตลอดเวลาได้
ส่วนสาเหตุที่ทำให้หูรูดดังกล่าว ทำงานผิดปกตินั้น ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด อาจเกิดจาก หูรูดเสื่อมตามอายุ หูรูดยังเจริญไม่เต็มที่ในเด็กทารก หรือมีความผิดปกติมาแต่กำเนิด
นอกจากนี้ อาจพบในสตรีมีครรภ์ เนื่องจาก การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน มีผลต่อการทำงานของหูรูดหลอดอาหาร
ปัจจัยอื่นๆ ที่เป็นสาเหตุ ก่อให้เกิดโรคกรดไหลย้อน ได้แก่
การรับประทานอาหารรสจัด เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด อาหารประเภทไขมันสูง อาหารทอด ชา กาแฟ น้ำอัดลม การดื่มสุรา สูบบุหรี่ ความเครียด
หรือแม้กระทั่ง การนอนเอนหลังทันทีหลังรับประทานอาหารเสร็จ ตลอดจนการสวมเสื้อผ้าคับๆ และรัดเข็มขัดแน่นๆ เป็นต้น
โรคกรดไหลย้อน มีอาการ อย่างไร?
1. อาการทางคอหอย และหลอดอาหาร
-เกิดอาการแสบร้อนบริเวณกลางหน้าอก และลิ้นปี่ บางครั้งอาจร้าวไปจนถึงบริเวณคอได้ ซึ่งจะเป็นมากขึ้น ภายหลังรับประทานอาหารมื้อหนัก การโน้มตัวไปข้างหน้า การยกของหนัก หรือการนอนงาย
-รู้สึกคล้ายมีก้อนอยู่ในคอ หรือแน่นคอ
-กลืนลำบาก กลืนเจ็บ หรือกลืนติดขัด คล้ายสะดุดสิ่งแปลกปลอมในคอ
-เจ็บคอ แสบช่องคอ หรือแสบลิ้นเรื้อรัง โดยเฉพาะในตอนเช้า
-รู้สึกเหมือนมีรสขมของน้ำดี หรือรสเปรี้ยวของกรดในคอหรือปาก
-มีเสมหะอยู่ในลำคอ หรือระคายคอตลอดเวลา
-เรอบ่อย คลื่นไส้ คล้ายมีอาหาร หรือน้ำย่อยไหลย้อนขึ้นมาในอก หรือลำคอ
-รู้สึกจุกแน่นอยู่ในหน้าอก คล้ายอาหารไม่ย่อย
-มีน้ำลายมากผิดปกติ มีกลิ่นปาก เสียวฟัน หรือมีฟันผุได้
2. อาการทางกล่องเสียงและหลอดลม
-เสียงแหบเรื้อรัง หรือ แหบเฉพาะตอนเช้า หรือมีเสียงผิดปกติไปจากเดิม
-ไอเรื้อรัง โดยเฉพาะหลังรับประทานอาหาร หรือขณะนอน
-ไอ หรือรู้สึกสำลักน้ำลาย หรือหายใจไม่ออก ในเวลากลางคืน
-อาหารหอบหืดที่เคยเป็นอยู่ แย่ลง หรือไม่ดีขึ้น
-เจ็บหน้าอก
-เป็นโรคปอดอักเสบ เป็นๆ หายๆ
3. อาการทางจมูก และหู
คัน จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล หรือมีน้ำมูก หรือเสมหะไหลลงคอ
หูอื้อ เป็นๆ หายๆ หรือปวดหู
BIM100 น้ำมังคุด ดูแลสุขภาพ กรดไหลย้อน ไมเกรน ภูมิแพ้ โทร 088 826 4444
BIM100 น้ำมังคุด ดูแลสุขภาพ กรดไหลย้อน ไมเกรน ภูมิแพ้
BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร สร้างภูมิสมดุล
สอบถามเพิ่มเติม
https://www.jumbolifeshop.com/p/20
โทร 088-826-4444 , 094-709-4444
089-071-8889 , 094-435-0404
LINE ID : @Jumbolife
โรคกรดไหลย้อน (Gastroesophageal Reflux Disease) หลายท่านคงมัวแต่วุ่นวายอยู่แต่กับการทำงาน หรือการเรียนมากจนเกินไป จนไม่มีเวลามาดูแลเรื่องอาหารการกินเท่าที่ควร ทำให้การรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา ทำให้เกิดอาการแสบร้อนบริเวณอก และรู้สึกเปรี้ยวขมในปาก หากใครเคยมีอาการเช่นนี้ แสดงว่าคุณอาจกำลังเป็น “โรคกรดไหลย้อน (Gastroesophageal Reflux Disease)” ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากการไหลย้อนของกรดในกระเพาะอาหารกลับไปที่หลอดอาหาร ถึงแม้จะมีคนจำนวนไม่น้อยที่เป็นโรค วันนี้เราจะมาบอกวิธีการปฏิบัติตัว แนวทางการรักษา และเทคนิคต่าง ๆ ที่จะช่วยให้คุณมีอาการดีขึ้น อาการของโรคกรดไหลย้อน อาการสำคัญที่พบบ่อยในโรคกรดไหลย้อนได้แก่
• รู้สึกปวดแสบปวดร้อนบริเวณลิ้นปี่ กลางหน้าอก ซึ่งมักเกิดขึ้นหลังรับประทานอาหาร
• รู้สึกเปรี้ยวหรือขมในปากและคอ
• มีอาการท้องอืด จุกเสียด แน่นท้อง
อาการอื่นๆ ที่คุณอาจคาดไม่ถึง
• อาการเจ็บหน้าอกที่ไม่ได้เกิดจากโรคหัวใจ
• เสียงแหบเรื้อรัง เสียงเปลี่ยนไป
• ไอเรื้อรังโดยไม่มีสาเหตุที่ชัดเจน
• กลืนอาหารหรือน้ำลายติดขัดเหมือนมีก้อนจุกในลำคอ
• โรคหืดที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษา ด้วยยาตามปกติ
ยิ่งไปกว่านั้นโรคกรดไหลย้อนยังอาจทำให้หลอดอาหารเกิดการอักเสบเป็นแผลรุนแรงจนตีบ หรือเกิดเป็นมะเร็งหลอดอาหารได้
กระเพาะอาหาร
ระบบทางเดินอาหารส่วนต้นมีจุดเริ่มต้นที่ปาก เมื่อเราตักอาหารใส่ปากเคี้ยวและกลืน อาหารจะผ่านหลอดอาหารลงมาสู่ส่วนปลายของหลอดอาหารที่มีลักษณะเป็นหูรูด ที่เรียกว่า “หูรูดหลอดอาหารส่วนล่าง (Lower esophageal sphincter)” ผ่านลงสู่กระเพาะอาหารซึ่งมีน้ำย่อยที่เป็นกรดย่อยอาหารให้มีขนาดเล็กลง และส่งผ่านไปยังลำไส้เล็กเพื่อย่อยต่อไป
หูรูดหลอดอาหาร
หูรูดหลอดอาหารที่แข็งแรง เป็นหัวใจสำคัญในการป้องกันไม่ให้กรดไหลย้อนกลับ ในภาวะปกตินั้น หูรูดหลอดอาหารส่วนล่างนี้จะเปิดเฉพาะเมื่อมีการกลืนอาหาร เพื่อให้อาหารผ่านอย่างสะดวก และบีบรัดตัวปิดทันทีเพื่อไม่ให้อาหารที่กลืนลงไปแล้ว และกรดจากกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นไปอีก
จะเกิดอะไรขึ้นหากหูรูดหลอดอาหารอ่อนแอ?
หูรูดหลอดอาหารอาจเกิดการหย่อนตัวหรือเปิดบ่อยกว่าปกติได้จากสาเหตุต่างๆ ได้แก่ การรับประทานอาหารรสจัด แรงกดต่อกระเพาะอาหารที่มากเกินไป การสูบบุหรี่ ซึ่งส่งผลให้กรดไหลย้อนกลับขึ้นไปทำอันตรายต่อเยื่อบุหลอดอาหารที่มีความอ่อนบาง และไม่มีกลไกป้องกันกรดเหมือนกับเยื่อบุกระเพาะอาหาร
การปรับการดำเนินชีวิตเพื่อบรรเทาอาการ
อาการของโรคกรดไหลย้อนสามารถบรรเทาให้เบาบางลงได้ การปรับเปลี่ยนกิจวัตรประจำวันเพียงบางอย่าง เช่น อาหารที่คุณรับประทานให้ลดความจัดจ้านลง กินอาหารให้ตรงเวลา หรือแม้แต่ขนาดของเสื้อผ้าที่คุณสวมใส่
การรับประทานอาหาร
– คุณอาจไม่ทราบมาก่อนว่าเครื่องดื่มถ้วยโปรดของคุณ เช่น กาแฟ อาจเป็นตัวการของโรคกรดไหลย้อน ดังนั้น อาหารที่คุณพึงหลีกเลี่ยง ได้แก่
• ชา กาแฟ และน้ำอัดลมทุกชนิด
• อาหารทอด อาหารไขมันสูง
• อาหารรสจัด รสเผ็ด
• ผลไม้รสเปรี้ยว ส้ม มะนาว มะเขือเทศ
• หอมหัวใหญ่ สะระแหน่ เปปเปอร์มิ้นต์
• ช็อกโกแลต
รับประทานอาหารมื้อเล็กๆ
การรับประทานอาหารอิ่มเกินไปจะทำให้หูรูดหลอดอาหารเปิดออกง่ายขึ้น ดังนั้นควรรับประทานอาหารครั้งละน้อย ๆ แต่บ่อยครั้ง เช่น หากปกติทานอาหาร 3 มื้อ ก็อาจจะแบ่งการรับประทานอาหารเป็นมื้อเล็กๆ 5มื้อแทน
ไม่ควรเข้านอน หรือเอนกายหลังรับประทานอาหาร
หลังรับประทานอาหารไม่ควรเข้านอนหรือเอนกายทันที ควรรออย่างน้อย 3 ชั่วโมง เพื่อให้อาหารเคลื่อนตัวออกจากกระเพาะอาหารก่อน
งดบุหรี่ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
เนื่องจากนิโคตินในบุหรี่จะเพิ่มความเป็นกรดในกระเพาะอาหาร และทำให้หูรูดกระเพาะอาหารอ่อนแอ ส่วนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทำให้หูรูดเปิดออกได้ ลองหลีกเลี่ยงหรือเลิกสิ่งเหล่านี้แล้วคุณจะสังเกตถึงอาการที่ดีขึ้น
การปรับการดำเนินชีวิตเพื่อบรรเทาอาการ
ยกศีรษะและลำตัวให้สูง
กรดไหลย้อนมักเกิดขณะคุณนอนราบ ดังนั้นการนอนโดยเสริมด้านหัวเตียงให้ยกสูงขึ้น จะช่วยป้องกันการไหลย้อนกลับของกรดในกระเพาะอาหารได้ ไม่ควรใช้วิธีการหนุนหมอนหลายใบ
ลดแรงกดต่อกระเพาะอาหาร
เสื้อผ้าและเข็มขัดที่รัดแน่นบริเวณผนังหน้าท้อง การก้มตัวไปด้านหน้า น้ำหนักตัวที่เกินมาตรฐาน ล้วนเป็นสาเหตุที่เพิ่มแรงกดต่อกระเพาะอาหาร และทำให้กรดไหลย้อนกลับ คุณจึงควรหลีกเลี่ยงการใส่เสื้อผ้าหรือเข็มขัดที่รัดแน่น การก้มตัว และถ้าคุณมีปัญหาน้ำหนักเกินควรลดให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
ผ่อนคลายความเครียด
ซึ่งความเครียดจะเป็นสาเหตุให้เกิดการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารมากขึ้น ดังนั้นจึงควรหาเวลาพักผ่อน และออกกำลังกายให้สมดุลกับตารางชีวิตของคุณ
การตั้งครรภ์
ผู้หญิงตั้งครรภ์มักเป็นโรคกรดไหลย้อน เนื่องจากฮอร์โมนที่เพิ่มขึ้นขณะตั้งครรภ์ทำให้หูรูดหลอดอาหารอ่อนแอลงรวมถึงมดลูกที่ขยายตัว จะไปเพิ่มแรงกดต่อกระเพาะอาหาร ซึ่งหากคุณมีอาการขณะตั้งครรภ์ควรปรึกษาแพทย์
BIM100 น้ำมังคุด ดูแลสุขภาพไมเกรน กรดไหลย้อน โทร 088 826 4444
BIM100 น้ำมังคุด ดูแลสุขภาพไมเกรน กรดไหลย้อน
BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร สร้างภูมิสมดุล
สอบถามเพิ่มเติม
https://www.jumbolifeshop.com/p/20
โทร 088-826-4444 , 094-709-4444
089-071-8889 , 094-435-0404
LINE ID : @Jumbolife
ไมเกรน (Migraines) เป็นโรคที่ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะรุนแรงชนิดหนึ่ง จะรู้สึกปวดตุบ ๆ รุนแรง โดยมักปวดบริเวณศีรษะข้างเดียว หรือปวดข้างเดียวก่อนแล้วจึงปวดสองข้าง ในขณะที่ปวดก็มักมีอาการคลื่นไส้หรืออาเจียนร่วมด้วย และอาจมีความรู้สึกไวต่อเสียงและแสงสว่างมากกว่าปกติ
ไมเกรน
อาการของไมเกรน
ไมเกรน มักจะเกิดในวัยเด็ก วัยรุ่น หรือวัยผู้ใหญ่ระยะแรก โดยจะแบ่งอาการเป็น 4 ขั้น ได้แก่ ระยะอาการบอกเหตุ (Prodrome) ระยะอาการเตือน (Aura) ระยะปวดศีรษะ (Headache) และระยะหลังจากปวดศีรษะ(Postdrome) ซึ่งผู้ป่วยอาจไม่แสดงอาการในทุกขั้นก็ได้
ระยะอาการบอกเหตุ (Prodrome) ในช่วงหนึ่งหรือสองวันแรกก่อนจะเป็นไมเกรน ผู้ป่วยอาจพบว่ามีอาการบอกเหตุหรือสัญญาณเตือนของการเป็นไมเกรน ดังนี้
การเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ ตั้งแต่ภาวะซึมเศร้า (depression) ไปจนถึงภาวะเคลิ้มสุข (euphoria)
ความอยากอาหารบางอย่างเป็นพิเศษ
มีอาการปวดตึงคอ
กระหายน้ำและปัสสาวะบ่อยขึ้น
หาวบ่อย
ท้องผูก
ระยะอาการเตือน (Aura) คือ อาการที่เกิดจากระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งอาจเกิดขึ้นก่อนหรือพร้อมกับการปวดไมเกรน แต่โดยส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยจะเป็นไมเกรนแบบไม่มีอาการเตือน ซึ่งการเตือนนี้มักค่อย ๆ ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ และอาจเกิดอาการต่อเนื่องเป็นชั่วโมง อาการเตือน สามารถเกิดได้หลายรูปแบบ เช่น มองเห็นแสงกระพริบ ๆ หรือสายตาพร่ามัว มองเห็นรูปภาพเป็นรูปทรงต่าง ๆ ผิดขนาด แสงซิกแซก เห็นจุดแสงวาบ มองเห็นเป็นเส้นคลื่น
นอกจากนั้น อาการนำ อาจเกิดความผิดปกติเกี่ยวกับอวัยวะที่รับความรู้สึก (ประสาทสัมผัส) การเคลื่อนไหว หรือการพูด พูดลำบาก กล้ามเนื้อจะรู้สึกคล้าย ๆ จะอ่อนแรง หรืออาจรู้สึกเหมือนมีใครกำลังสัมผัสตัวอยู่ รู้สึกชาที่มือหรือเท้า ซึ่งอาการเหล่านี้ จะค่อย ๆ เริ่มเกิดขึ้นภายในไม่กี่นาที และจะยังคงมีความรู้สึกนี้เป็นชั่วโมง หรือหลายชั่วโมงก็ได้หากมีหลายอาการ
ระยะที่เกิดอาการปวดศีรษะ (Headache) ในขณะที่ปวดไมเกรน ผู้ป่วยอาจพบว่ามีอาการ ดังนี้
มีอาการปวดศีรษะข้างเดียว หรือทั้งสองข้าง
มีอาการปวดแบบตุบ ๆ
แสงจ้า เสียงดัง และกลิ่นฉุนจะกระตุ้นให้ปวดมากขึ้น
มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน
ตาพร่ามัว มองเห็นภาพไม่ชัด
มีอาการเวียนศีรษะ หน้ามืด หรือเป็นลม
ระยะที่หายจากการปวดศีรษะ (Postdrome) เป็นระยะสุดท้ายของไมเกรน ซึ่งจะเกิดหลังจากการเกิดไมเกรนเรียบร้อยแล้ว ซึ่งผู้ป่วยอาจพบว่ามีอาการ ดังนี้
มีอาการสับสบ มึนงง
มีอารมณ์หงุดหงิด
เวียนศีรษะ
อ่อนล้า อ่อนแรง
มีความรู้สึกไวต่อแสงและเสียง
หากอาการปวดไมเกรนมีความรุนแรงมาก โดยที่ไม่สามารถจัดการหรือควบคุมอาการได้ด้วยยาแก้ปวด ให้จดจำหรือบันทึกอาการของไมเกรนที่เกิดขึ้้นและวิธีปกติที่ใช้รักษา แล้วไปปรึกษาแพทย์เพื่อหาทางรักษาต่อไป โดยหากพบว่ามีอาการหรือสัญญาณของไมเกรนดังต่อไปนี้ ควรรีบไปพบแพทย์
ปวดศีรษะอย่างรุนแรงและเกิดขึ้นแบบเฉียบพลัน
ปวดศีรษะพร้อมกับมีไข้ ปวดเมื่อยคอ สับสนมึนงง มีอาการชัก มองเห็นภาพซ้อน หรืออ่อนแรง
มีความรู้สึกชา หรือพูดติดขัดอย่างชัดเจน
มีอาการปวดศีรษะรุนแรงมาก หลังจากได้รับบาดเจ็บบริเวณศีรษะ
มีอาการปวดศีรษะเรื้อรัง ที่เป็นมากขึ้นเวลาไอ เวลาออกแรงมาก หรือเมื่อเปลี่ยนอิริยาบถเร็วเกินไป
มีอาการปวดศีรษะที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน สำหรับผู้ป่วยที่อายุมากกว่า 50 ปี
สาเหตุของไมเกรน
ไมเกรนเป็นผลจากความผิดปกติชั่วคราวในการทำงานของสมองที่มีผลกระทบต่อเส้นประสาท สารเคมี และหลอดเลือดในสมอง แต่สาเหตุที่แท้จริงของไมเกรนนั้นไม่เป็นที่แน่ชัด ซึ่งอาจเกิดได้จากหลายปัจจัยดังนี้
สิ่งกระตุ้น ที่ทำให้เกิดไมเกรน ได้แก่ ฮอร์โมน อารมณ์ ร่างกาย การรับประทานอาหาร สิ่งแวดล้อม และการใช้ยา เป็นต้น โดยสิ่งกระตุ้นเหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นและส่งผลในแต่ละบุคคลไม่เหมือนกัน ผู้ที่ปวดศีรษะไมเกรนบ่อย ๆ จึงควรสังเกตตนเองและคอยจดบันทึกเพื่อเป็นข้อมูลในการไปปรึกษาแพทย์
BIM100 อาหารเสริมสมุนไพรช่วย โรคกรดไหลย้อน โรคเบาหวาน โทร 094 435 0404
BIM100 อาหารเสริมสมุนไพรช่วย โรคกรดไหลย้อน โรคเบาหวาน
BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร สร้างภูมิสมดุล
สอบถามเพิ่มเติม
https://www.jumbolifeshop.com/p/20
โทร 088-826-4444 , 094-709-4444
089-071-8889 , 094-435-0404
LINE ID : @Jumbolife
โรคกรดไหลย้อน (Gastroesophageal Reflux Disease) หลายท่านคงมัวแต่วุ่นวายอยู่แต่กับการทำงาน หรือการเรียนมากจนเกินไป จนไม่มีเวลามาดูแลเรื่องอาหารการกินเท่าที่ควร ทำให้การรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา ทำให้เกิดอาการแสบร้อนบริเวณอก และรู้สึกเปรี้ยวขมในปาก หากใครเคยมีอาการเช่นนี้ แสดงว่าคุณอาจกำลังเป็น “โรคกรดไหลย้อน (Gastroesophageal Reflux Disease)” ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากการไหลย้อนของกรดในกระเพาะอาหารกลับไปที่หลอดอาหาร ถึงแม้จะมีคนจำนวนไม่น้อยที่เป็นโรค วันนี้เราจะมาบอกวิธีการปฏิบัติตัว แนวทางการรักษา และเทคนิคต่าง ๆ ที่จะช่วยให้คุณมีอาการดีขึ้น อาการของโรคกรดไหลย้อน อาการสำคัญที่พบบ่อยในโรคกรดไหลย้อนได้แก่
• รู้สึกปวดแสบปวดร้อนบริเวณลิ้นปี่ กลางหน้าอก ซึ่งมักเกิดขึ้นหลังรับประทานอาหาร
• รู้สึกเปรี้ยวหรือขมในปากและคอ
• มีอาการท้องอืด จุกเสียด แน่นท้อง
อาการอื่นๆ ที่คุณอาจคาดไม่ถึง
• อาการเจ็บหน้าอกที่ไม่ได้เกิดจากโรคหัวใจ
• เสียงแหบเรื้อรัง เสียงเปลี่ยนไป
• ไอเรื้อรังโดยไม่มีสาเหตุที่ชัดเจน
• กลืนอาหารหรือน้ำลายติดขัดเหมือนมีก้อนจุกในลำคอ
• โรคหืดที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษา ด้วยยาตามปกติ
ยิ่งไปกว่านั้นโรคกรดไหลย้อนยังอาจทำให้หลอดอาหารเกิดการอักเสบเป็นแผลรุนแรงจนตีบ หรือเกิดเป็นมะเร็งหลอดอาหารได้
กระเพาะอาหาร
ระบบทางเดินอาหารส่วนต้นมีจุดเริ่มต้นที่ปาก เมื่อเราตักอาหารใส่ปากเคี้ยวและกลืน อาหารจะผ่านหลอดอาหารลงมาสู่ส่วนปลายของหลอดอาหารที่มีลักษณะเป็นหูรูด ที่เรียกว่า “หูรูดหลอดอาหารส่วนล่าง (Lower esophageal sphincter)” ผ่านลงสู่กระเพาะอาหารซึ่งมีน้ำย่อยที่เป็นกรดย่อยอาหารให้มีขนาดเล็กลง และส่งผ่านไปยังลำไส้เล็กเพื่อย่อยต่อไป
หูรูดหลอดอาหาร
หูรูดหลอดอาหารที่แข็งแรง เป็นหัวใจสำคัญในการป้องกันไม่ให้กรดไหลย้อนกลับ ในภาวะปกตินั้น หูรูดหลอดอาหารส่วนล่างนี้จะเปิดเฉพาะเมื่อมีการกลืนอาหาร เพื่อให้อาหารผ่านอย่างสะดวก และบีบรัดตัวปิดทันทีเพื่อไม่ให้อาหารที่กลืนลงไปแล้ว และกรดจากกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นไปอีก
จะเกิดอะไรขึ้นหากหูรูดหลอดอาหารอ่อนแอ?
หูรูดหลอดอาหารอาจเกิดการหย่อนตัวหรือเปิดบ่อยกว่าปกติได้จากสาเหตุต่างๆ ได้แก่ การรับประทานอาหารรสจัด แรงกดต่อกระเพาะอาหารที่มากเกินไป การสูบบุหรี่ ซึ่งส่งผลให้กรดไหลย้อนกลับขึ้นไปทำอันตรายต่อเยื่อบุหลอดอาหารที่มีความอ่อนบาง และไม่มีกลไกป้องกันกรดเหมือนกับเยื่อบุกระเพาะอาหาร
การปรับการดำเนินชีวิตเพื่อบรรเทาอาการ
อาการของโรคกรดไหลย้อนสามารถบรรเทาให้เบาบางลงได้ การปรับเปลี่ยนกิจวัตรประจำวันเพียงบางอย่าง เช่น อาหารที่คุณรับประทานให้ลดความจัดจ้านลง กินอาหารให้ตรงเวลา หรือแม้แต่ขนาดของเสื้อผ้าที่คุณสวมใส่
การรับประทานอาหาร
– คุณอาจไม่ทราบมาก่อนว่าเครื่องดื่มถ้วยโปรดของคุณ เช่น กาแฟ อาจเป็นตัวการของโรคกรดไหลย้อน ดังนั้น อาหารที่คุณพึงหลีกเลี่ยง ได้แก่
• ชา กาแฟ และน้ำอัดลมทุกชนิด
• อาหารทอด อาหารไขมันสูง
• อาหารรสจัด รสเผ็ด
• ผลไม้รสเปรี้ยว ส้ม มะนาว มะเขือเทศ
• หอมหัวใหญ่ สะระแหน่ เปปเปอร์มิ้นต์
• ช็อกโกแลต
รับประทานอาหารมื้อเล็กๆ
การรับประทานอาหารอิ่มเกินไปจะทำให้หูรูดหลอดอาหารเปิดออกง่ายขึ้น ดังนั้นควรรับประทานอาหารครั้งละน้อย ๆ แต่บ่อยครั้ง เช่น หากปกติทานอาหาร 3 มื้อ ก็อาจจะแบ่งการรับประทานอาหารเป็นมื้อเล็กๆ 5มื้อแทน
ไม่ควรเข้านอน หรือเอนกายหลังรับประทานอาหาร
หลังรับประทานอาหารไม่ควรเข้านอนหรือเอนกายทันที ควรรออย่างน้อย 3 ชั่วโมง เพื่อให้อาหารเคลื่อนตัวออกจากกระเพาะอาหารก่อน
งดบุหรี่ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
เนื่องจากนิโคตินในบุหรี่จะเพิ่มความเป็นกรดในกระเพาะอาหาร และทำให้หูรูดกระเพาะอาหารอ่อนแอ ส่วนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทำให้หูรูดเปิดออกได้ ลองหลีกเลี่ยงหรือเลิกสิ่งเหล่านี้แล้วคุณจะสังเกตถึงอาการที่ดีขึ้น
การปรับการดำเนินชีวิตเพื่อบรรเทาอาการ
ยกศีรษะและลำตัวให้สูง
กรดไหลย้อนมักเกิดขณะคุณนอนราบ ดังนั้นการนอนโดยเสริมด้านหัวเตียงให้ยกสูงขึ้น จะช่วยป้องกันการไหลย้อนกลับของกรดในกระเพาะอาหารได้ ไม่ควรใช้วิธีการหนุนหมอนหลายใบ
ลดแรงกดต่อกระเพาะอาหาร
เสื้อผ้าและเข็มขัดที่รัดแน่นบริเวณผนังหน้าท้อง การก้มตัวไปด้านหน้า น้ำหนักตัวที่เกินมาตรฐาน ล้วนเป็นสาเหตุที่เพิ่มแรงกดต่อกระเพาะอาหาร และทำให้กรดไหลย้อนกลับ คุณจึงควรหลีกเลี่ยงการใส่เสื้อผ้าหรือเข็มขัดที่รัดแน่น การก้มตัว และถ้าคุณมีปัญหาน้ำหนักเกินควรลดให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
ผ่อนคลายความเครียด
ซึ่งความเครียดจะเป็นสาเหตุให้เกิดการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารมากขึ้น ดังนั้นจึงควรหาเวลาพักผ่อน และออกกำลังกายให้สมดุลกับตารางชีวิตของคุณ
การตั้งครรภ์
ผู้หญิงตั้งครรภ์มักเป็นโรคกรดไหลย้อน เนื่องจากฮอร์โมนที่เพิ่มขึ้นขณะตั้งครรภ์ทำให้หูรูดหลอดอาหารอ่อนแอลงรวมถึงมดลูกที่ขยายตัว จะไปเพิ่มแรงกดต่อกระเพาะอาหาร ซึ่งหากคุณมีอาการขณะตั้งครรภ์ควรปรึกษาแพทย์
BIM100 อาหารเสริมสมุนไพร อาการกรดไหลย้อน ไมเกรน ความดันโลหิต โทร 094 435...
BIM100 อาหารเสริมสมุนไพร อาการกรดไหลย้อน ไมเกรน ความดันโลหิต
BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร สร้างภูมิสมดุล
สอบถามเพิ่มเติม
https://www.jumbolifeshop.com/p/20
โทร 088-826-4444 , 094-709-4444
089-071-8889 , 094-435-0404
LINE ID : @Jumbolife
โรคกรดไหลย้อน
โรคกรดไหลย้อน นับว่าเป็นโรคหนึ่งที่คนวัยทำงานเริ่มได้ยินบ่อยมากขึ้นในยุคนี้ ภาวะโรคกรดไหลย้อนนั้น เป็นภาวะที่กรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะไหลย้อนมาในหลอดอาหาร ทำให้มีการเกิดการอักเสบของหลอดอาหาร นำมาซึ่งการทำให้คนไข้จะมีอาการเจ็บหน้าอก
อย่างที่รู้ๆกันอยู่เมื่อพวกเรารับประทานอาหารเข้าทางปาก ของกินจะถูกบด และก็กลืนเข้าหลอดอาหาร อาหารก็ จะถูกบีบไล่ไปยังกระเพาะ ระหว่างรอยต่อของกระเพาะ แล้วก็หลอดอาหารจะมีหูรูด ทำให้ที่ปิดไม่ให้อาหารหรือกรดไหลย้อนกลับไปยังหลอดอาหาร เมื่อของกินอยู่ ในกระเพาะจะมีกรดออกมาจำนวนมาก เมื่อของกินได้รับการสรุปยแล้วจะถูกการบีบไปยังลำไส้เล็กนั้นเอง แต่ว่าเหตุอยู่ที่ถ้ามีกรดไหลย้อนไปยังหลอดของกินก็จะส่งเสียต่อร่างกาย โดยมีลักษณะเจ็บอก เจ็บแน่นหน้าอก หรือแสบทรวงอก อาจจะรู้สึกรสเปรี้ยวนั่นเอง
ปัจจัยเสี่ยงโรคกรดไหลย้อน
ภาวะกรดไหลย้อนเกิดขึ้นได้จากหลายกรณีจากความแปลกของหลายๆส่วนในระบบเดินของกิน อาทิเช่น ทางกายภาพ อย่างเช่น มีหูรูดกระเพาะปิดไม่สนิท, มีการบีบตัวของหลอดอาหารที่ไม่ดีเหมือนปกติไป, มีการเลื่อนของหูรูดกระเพาะไปจากส่วนที่ต้องเป็น ดังนี้หูรูดกระเพาะจะอยู่ชิดกับกะบังลม ซึ่งหากในจุดนี้มีการเกินไป ก็มีผลสู่ต้นเหตุหนึ่งที่ให้กำเนิดโรคนี้ได้ นอกจากนั้นต้นเหตุที่เป็นตัวการส่งเสริมให้กำเนิดโรคนี้ อันดับที่หนึ่งเป็น พฤติกรรมของตัวเรา โดยยิ่งไปกว่านั้นกับผู้ที่ถูกใจรับประทานจุบกินจิบ กินอาหารไม่ตรงเวลา ถูกใจของกินรสจัด กินเหล้า ดูดบุหรี่ รีบในการรับประทานอาหาร การกระทำแบบนี้มีโอกาสในการเสี่ยงสูง
สังเกตอาการโรคกรดไหลย้อนได้ยังไง
ลักษณะของอาการที่แสดงอย่างเห็นได้ชัด อันเนื่องมากจากความเปลี่ยนไปจากปกติจากโรคเป็น มีโรคบางโรคที่ทำให้มีน้ำลายน้อย เพียงพอมีน้ำลายน้อยก็ทำให้การชะล้างกรดมีความผิดธรรมดาได้ หรือมีสาเหตุจากการกินยาบางประเภทส่งผลต่อการโรคกรดไหลย้อนได้ ซึ่งอาการชี้มาในรูปแบบของ
มีลักษณะแสบร้อนในทรวงอก
เรอบ่อย
จุกแน่นบริเวณลิ้นปี่ บางรายจุกแน่นมาถึงคอ
นอกเหนือจากนี้ยังมีลักษณะอาการอื่นที่ไม่ควรละเลย เป็นการไอเรื้อรัง โดยไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ ก็บางทีอาจเป็นไปได้ว่ากำเนิดกรดไหลย้อนขึ้นมาสูงกระทั่งเข้าไปในหลอดลม มีผลต่อการอแล้วก็หอบ ซึ่งกรดกลุ่มนี้สามารถกระตุ้นการหอบได้ด้วย
ละเลยกรดไหลย้อน เสี่ยงโรคมะเร็งหลอดอาหาร
ถ้าหากปลดปล่อยไว้จะเป็นการเพิ่มการเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งหลอดอาหาร เพราะเหตุว่าหลอดของกินไม่สามารถที่จะทนประมือดได้มากนัก ด้วยเหตุดังกล่าวเมื่อมีการอักเสบเป็นประจำอาจจะเป็นผลให้เซลล์ต่างๆมีการเปลี่ยนรูปร่างไปก็ได้ แม้กระนั้นอย่างไรก็แล้วแต่สภาวะนี้กำเนิดได้น้อย
อย่างไรก็ดีโรคกรดไหลย้อน ไม่ใช่โรครุนแรงถึงชีวิต แต่ว่าเป็นโรคที่สร้างความทุกข์ให้กับคนเจ็บ ทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตและก็คุณภาพการทำงานลดน้อยลง สิ่งผู้ป่วยจำเป็นต้องพบเจอจริงๆจากโรคกรดไหลย้อนนี้ คือคนไข้ กำเนิดความลำบากสำหรับการดำรงชีวิตทุกวัน ตัวอย่างเช่น มีลักษณะจุกแน่นอึดอัด แน่นหน้าอกมากมาย กระทั่งกำเนิดความกังวลใจ นอนไม่หลับ เนื่องจากอาการกรดไหลย้อนจะมีลักษณะมากขึ้นเมื่อนอน ก่อให้เกิดการพักผ่อนหย่อนใจที่ไม่พอ กล่าวได้ว่าเป็นการก่อกวนการวิถีชีวิตในทุกวัน แต่ก็ไม่ถึงขนาดทำให้พวกเราเสียชีวิต
ดังนี้โรคกรดไหลย้อน จะมีอาการท้องอืดท้องเฟ้อร่วมด้วย คล้ายกับลักษณะโรคกระเพาะ ก็เลยเป็นให้ใครหลายคนหลงผิด มีความคิดว่าตัวเองบางทีก็อาจจะเป็นโรคกระเพาะ รวมทั้งไปซื้อยาฉาบแผลในกระเพาะอาหารมารับประทานเอง ซึ่งเป็นการรักษาไม่ถูกจุด
กรดไหลย้อน รักษาได้ยังไง
เมื่อสงสัยว่าจะกำเนิดโรคกรดไหลย้อน ขั้นแรกหมอบางครั้งอาจจะจำต้องไถ่ถาม ด้วยเหตุว่าโรคนี้เป็นโรคเรื้อรัง ไม่ใช่แค่เรอวันเดียว อาเจียนวันเดียว แล้วจะเป็นโรคกรดไหลย้อน ซึ่งถ้าว่าวิเคราะห์แล้ว อาการแสดงเสี่ยงต่อโรคกรดไหลย้อน ธรรมดาจะชี้แนะให้รับประป้ายยาปรับการหลั่งก่อน 1-2 อาทิตย์ ดังนี้การกินยาเป็นอีกทั้งการดูแลรักษาแล้วก็วิเคราะห์ ด้วยเหตุว่าธรรมดากรดไหลย้อนมักจะดียิ่งขึ้นด้วยการกินยา แต่ว่าถ้าหากไม่ดีขึ้น ลำดับต่อไป
เดี๋ยวนี้มีวิธีการรักษาจากการส่องกล้องเพื่อมองรูปแบบของหลอดอาหาร ร่วมถึงมีการวัดการบีบตัวของหลอดอาหาร วัดความดัน ตรงรอบๆหูรูดของหลอดอาหาร ในระดับต่างๆ
คนใดกันบ้างที่เป็นกรุ๊ปเสี่ยงของโรคนี้
1. คนวัยแก่
คนแก่จะได้โอกาสกำเนิดกรดไหลย้อนสูงมากขึ้น เพราะเหตุว่าหูรูดกระเพาะจะหย่อนมากยิ่งกว่าธรรมดา ยิ่งไปกว่านี้เพียงพอแก่ขึ้น เยื่อบุต่างๆเสื่อมสภาพลง น้ำลายน้อยลง หรือจำต้องกินยาต่างๆหลากหลายประเภทที่ส่งผลข้างๆทำให้น้ำลายลดน้อยลงหรือ รับประทานยาบางอปิ้งที่ทำให้หูรูดกระเพาะปิดไม่สนิท ก็มีอาการของโรคกรดไหลย้อนตามม
2. คนอ้วน
ในอายุน้อย แต่ว่ามีน้ำหนักตัวที่มากขึ้น แล้วก็การกิน ชา กาแฟ ของมัน ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นการหลั่งกรด ดังนี้เมื่อน้ำหนักตัวที่มากขึ้น ความดันในท้องมากยิ่งขึ้น หูรูดกระเพาะก็บางทีอาจปิดไม่สนิท
BIM100 สร้างภูมิสมดุลให้ร่างกาย อาการกรดไหลย้อน ความดันโลหิต โทร 094 709...
BIM100 สร้างภูมิสมดุลให้ร่างกาย อาการกรดไหลย้อน โรคกระเพาะ
BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร สร้างภูมิสมดุล
สอบถามเพิ่มเติม
https://www.jumbolifeshop.com/p/20
โทร 088-826-4444 , 094-709-4444
089-071-8889 , 094-435-0404
LINE ID : @Jumbolife
โรคกรดไหลย้อน
กรดไหลย้อน โรคของการใช้ชีวิต!
คนไทยในปัจจุบันเป็นโรคกรดไหลย้อนมากกว่าในอดีต เพราะปัจจัยการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปชีวิตที่เร่งรีบ น้ำหนักตัวมาก พฤติกรรมการรับประทาน และอาหารบางประเภท ถ้าเช่นนั้นเราจะมีวิธีดูแลตนเองให้ห่างไกลโรคนี้ได้อย่างไร
อันดับแรกไปศึกษาถึงสาเหตุและอาการของโรคกันก่อนเลย “โรคกรดไหลย้อน” เกิดจากหูรูดหลอดอาหารส่วนปลายที่กั้นระหว่างหลอดอาหารและกระเพาะอาหารคลายตัว จึงทำให้ของเหลว หรือกรดล้นจากกระเพาะอาหารกลับเข้าไปยังหลอดอาหารได้ อาการกรดไหลย้อน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่
อาการลักษณะเฉพาะที่ชัดเจน เช่น แสบร้อนหน้าอก เรอเปรี้ยว หรือรู้สึกมีของเหลว หรืออาหารย้อนกลับมายังหลอดอาหาร โดยเฉพาะในช่วงกลางคืน หรือตื่นนอน
อาการที่ไม่ใช่ลักษณะเฉพาะ เช่น เจ็บหน้าอก มีกลิ่นปาก ฟันผุง่าย เสียงแหบ หอบเหนื่อย ไอเรื้อรัง
ด้านการตรวจวินิจฉัยแพทย์จะซักประวัติ ตรวจร่างกาย สำหรับผู้ที่มีอาการในลักษณะเฉพาะ และตรวจระบบอื่นไม่พบความผิดปกติ และไม่มีสัญญาณอันตราย เช่น กลืนติด กลืนเจ็บ จะสามารถระบุได้ค่อนข้างชัดเจนว่าเป็นกรดไหลย้อน ส่วนกลุ่มที่ไม่ใช่ลักษณะเฉพาะ ต้องตรวจระบบใกล้เคียงอย่างละเอียด อาทิ หู คอ จมูก ระบบทางเดินหายใจ หัวใจ ถ้าไม่พบความผิดปกติ อาจให้ยาลดกรดเพื่อดูการตอบสนองว่าเป็นเช่นไร
บางรายอาจต้องตรวจเพิ่มเติม ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การส่องกล้องทางเดินอาหาร เพื่อดูหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร โดยส่วนใหญ่ทำกรณีมีข้อบ่งชี้สัญญาณอันตราย หรือผู้ที่รับประทานยาลดกรด 4-8 สัปดาห์แล้วอาการไม่ดีขึ้น
คนไข้ที่เข้ารับการรักษาโรคกรดไหลย้อน ส่วนใหญ่เป็นวัยทำงาน ซึ่งสัมพันธ์กับการใช้ชีวิตของคนในเมืองใหญ่ๆ และปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรค ส่วนกรดไหลย้อนในผู้สูงอายุสามารถพบได้และแพทย์จะต้องตรวจโรคอื่นๆ อย่างละเอียดมากยิ่งขึ้น เพราะอายุที่มากขึ้นจะเพิ่มอุบัติการณ์การเกิดโรคอื่นด้วย เช่น มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งกระเพาะอาหาร หรือการเกิดแผล การอักเสบจากสาเหตุอื่น
สำหรับแนวทางการรักษาโรคกรดไหลย้อนสามารถทำได้โดย การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
ซึ่งมีผลอย่างมากกับอาการกรดไหลย้อน อาทิ ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก จะแนะนำให้ลดน้ำหนัก อีกทั้งการปฏิบัติตัวบางอย่างจะช่วยให้อาการดีขึ้น เช่น การนอนหัวสูงขึ้น 6-8 นิ้ว การนอนตะแคงซ้าย การรับประทานอาหารมื้อเย็นห่างจากการนอนอย่างน้อย 3 ชม. รับประทานอาหารปริมาณพอเหมาะ หลีกเลี่ยงอาหารมันๆ และเครื่องดื่มที่มีกาแฟอีนและแอลกอฮอล์ เป็นต้น ลำดับต่อไป คือ การรับประทานยา และแนวทางอื่นตามความเหมาะสมในแต่ละบุคคล
BIM100 สมุนไพรช่วยโรคกระเพาะ กรดไหลย้อน โทร 094 435 0404
BIM100 สมุนไพรช่วยโรคกระเพาะ กรดไหลย้อน
BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร สร้างภูมิสมดุล
สอบถามเพิ่มเติม
https://www.jumbolifeshop.com/p/20
โทร 088-826-4444 , 094-709-4444
089-071-8889 , 094-435-0404
LINE ID : @Jumbolife
อาการของโรคกระเพาะ
ปวดท้องใต้ลิ้นปี่,โรคกระเพาะ,โรคกระเพาะอาหาร,กระเพาะอาหาร,กระเพาะ อาหาร,กระเพาะ,โรค กระเพาะ,โรค กระเพาะ อาหาร,มะเร็ง กระเพาะ อาหาร,กระเพาะ อาหาร อักเสบ
ผู้ป่วยเป็นโรคกระเพาะจะมีอาการสำคัญดังนี้
- ปวดหรือจุกแน่นท้องบริเวณใต้ลิ้นปี่ หรือ หน้าท้องช่วงบน โดยเฉพาะเวลาท้องร้องหรือหิว แต่เป็นอาการปวดที่ทนได้
- ในบางรายปวดหลังจากรับประทานอาหาร
- อาการปวดแน่นดังกล่าว สามารถบรรเทาด้วยยาลดกรดหรืออาหาร
- จะมีอาการปวดเป็นๆ หายๆ โดยมีการเว้นช่วงค่อนข้างนานแล้วกลับมาเป็นใหม่ เช่น ปวด 1 – 2 สัปดาห์ หลังจากนั้นอีกหลายเดือนจึงกลับมาปวดใหม่
- ปวดแน่นท้องกลางดึกหลังจากที่หลับไปแล้ว
- มีอาการท้องอืด ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ เรอลม มีลมในท้อง ร้อนในท้อง คลื่นไส้อาเจียน
- ถึงจะมีอาการเรื้อรังเป็นปี สุขภาพทั่วไปยังไม่ทรุดโทรม
อย่างไรก็ตามอาการของโรคอาจจะไม่สัมพันธ์กับความรุนแรงของโรคเลยก็ได้ เช่น บางรายไม่มีอาการปวดท้อง แต่มีแผลใหญ่มากในกระเพาะอาหารและลำไส้
อาการแทรกซ้อนของโรคกระเพาะ
- อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายเหลวเป็นสีดำ หน้ามืด วิงเวียน เป็นลม อันเนื่องมาจากเลือดออกจากแผลในกระเพาะอาหาร
- อาการปวดท้องช่วงบนแบบเฉียบพลัน หน้าท้องแข็งตึง กดเจ็บมาก อันเนื่องมาจากกระเพาะอาหารทะลุ
- อาเจียนหลังอาหารเกือบทุกมื้อ เบื่ออาหาร น้ำหนักลดลง รับประทานอาหารได้น้อย อิ่มเร็ว อันเนื่องมาจากกระเพาะอาหารอุดตัน
หากมีอาการข้างต้น ต้องรีบพบแพทย์ เพราะอาจจะถึงแก่ชีวิตได้
สาเหตุของโรคกระเพาะ
สาเหตุของโรคกระเพาะ เกิดได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งไม่ได้เกิดจากการกินอาหารไม่ตรงเวลาเพียงอย่างเดียว มีสาเหตุดังนี้
1. เชื้อโรค Helicobacter pylori
เชื้อโรค Helicobacter pylori หรือภาษาไทยอ่านว่า “เฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร” แบคทีเรียตัวนี้ จะมีรูปร่างเป็นแท่งติดสีน้ำเงิน มีความสามารถอยู่ในสภาวะกรดได้ดี แบคทีเรียดังกล่าวนี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง มะเร็งต่อมน้ำเหลืองในกระเพาะอาหาร และมะเร็งกระเพาะอาหาร จากการคาดการณ์ผู้คนทั่วโลกได้ติดเชื้อแบคทีเรีย Helicobacter pylori ไปแล้วกว่า 2,000 ล้านคนทั่วโลก ในประเทศไทยพบการติดเชื้อ 40% ของผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหารทั้งหมด พบมากที่สุดในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
สำหรับการติดเชื้อ Helicobacter pylori เกิดจากผู้ป่วยโรคกระเพาะ รับประทานอาหารที่ไม่ผ่านการปรุงสุก หรืออาหารที่ปนเปื้อนแบคทีเรีย Helicobacter pylori ในอาหารและน้ำดื่ม หรือสัมผัสน้ำลายหรืออุจจาระของคนที่เป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบ
2. กระเพาะอาหารมีกรดมากขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นต่อไปนี้ทำให้มีกรดในกระเพาะมากขึ้น ทำให้มีความเสี่ยงเป็นโรคกระเพาะมากขึ้น
2.1 ความเครียด ความวิตกกังวล เพราะจะกระตุ้นให้เซลล์กระเพาะอาหารหลั่งกรดเพิ่มขึ้น ซึ่งกรดจะก่อการระคายเคือง และก่อการอักเสบต่อเซลล์เยื่อเมือกบุกระเพาะอาหาร ส่งผลทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหารอักเสบ
2.2 การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เช่น สุรา เบียร์ บรั่นดี ยาดอง
2.3 ดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ จะทำให้กระเพาะหลั่งกรดออกมามาก
2.4 การสูบบุหรี่ เพราะบุหรี่ทำให้เกิดการหลั่งกรดออกมามาก
2.5 รับประทานอาหารไม่เป็นเวลา
2.6 ภาวะที่มีกรดหลั่งออกมามาก เช่นโรค Zollinger-Ellisson syndrome กรดที่หลั่งออกมามากจะทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหารทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร
3. มีการทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหาร
3.1 รับประทานยาแก้ปวด ยาแก้ปวด แก้ปวดกระดู ปวดกล้ามเนื้อ ยาชุดที่มีแอสไพรินและยาสเตียรอยด์ ยาชุดต่างๆโดยเฉพาะสารที่ระคายกระเพาะ เช่น ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAID ต่อให้เป็นการให้ยาโดยการอมใต้ลิ้นหรือฉีดก็มีโอกาสเกิดแผลที่กระเพาะ เนื่องจากนี้จะไปกระตุ้นให้เกิด cyclooxigenase II (Cox II) ซึ่งจะทำให้เกิดการอักเสบที่กระเพาะ
3.2 รับประทานอาหารเผ็ดจัด และเปรี้ยวจัด
3.3. ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เช่น สุรา เบียร์ บรั่นดี ยาดอง
4. คนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคกระเพาะ หากครอบครัวไหนมีโรคกระเพาะ คนในครอบครัวนั้นก็จะมีโอกาสเกิดโรคสูง
BIM100 สมุนไพรช่วยโรคไมเกรน กรดไหลย้อน โทร 094 709 4444
BIM100 สมุนไพรช่วยโรคไมเกรน กรดไหลย้อน
BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร สร้างภูมิสมดุล
สอบถามเพิ่มเติม
https://www.jumbolifeshop.com/p/20
โทร 088-826-4444 , 094-709-4444
089-071-8889 , 094-435-0404
LINE ID : @Jumbolife
ปวดศีรษะไมเกรน
สาเหตุของปวดศีรษะไมเกรน
สาเหตุที่แท้จริงของปวดศีรษะไมเกรนยังไม่มีใครทราบ
แต่เชื่อว่าสมองของผู้ป่วยที่เป็นไมเกรนมีการไวในการตอบสนอง ต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งอาจจะอยู่นอกร่างกาย หรืออยู่ภายในร่างกายทำให้หลอดเลือดมีการอักเสบ เมื่อหลอดเลือดขยายจึงปวดศีรษะ
อาการศีรษะไมเกรน
ปวดศีรษะมักจะปวดข้างเดียว อาจจะสลับซ้ายขวาได้ ลักษณะปวดเป็นแบบตุ๊บๆๆๆ น้อยรายที่จะปวดพร้อมกันสองข้าง ปวดมากจนทำงานไม่ได้
ปวดศีรษะมากจนทำงานไม่ได้ บางคนปวดจนน้ำตาไหล ส่วนใหญ่ปวด 4-72 ชั่วโมง
ปัจจัยที่ทำให้ปวดศีรษะมากขึ้นคือการเคลื่อนศีรษะ
หลังปวดศีรษะอาจมีอาการคลื่นไส้ ถ้าเป็นมากจะอาเจียน
โดยมากจะมีสิ่งที่กระตุ้นทำให้ปวดศีรษะได้แก่ แสงจ้า เย็นหรือร้อนจัด เสียงดัง
โดยมากเป็นในอายุน้อย
อาการปวดศีรษะมักจะเริ่มช่วงวัยรุ่นเมื่ออายุมากขึ้นอาการปวดศีรษะจะดีขึ้น บางครั้งผู้ป่วยที่เป็นไมเกรนอาจจะมีอาการนำ aura เช่นเห็นแสงแลบ ตามองไม่เห็น ชาซีกใดซีกหนึ่งเราเรียก classic migrain อาการปวดมักปวดบริเวณหน้าผาก รอบดวงตา ขมับและขากรรไกร อาการปวดมักปวดข้างใดข้างหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่ไม่มีอาการนำเรียก common migrain ไม่เกรนเป็นโรครักษาไม่หายขาดแต่ถ้าเข้าใจและปฏิบัติตามคำแนะนำสามารถทำให้ควบคุมโรคได้
ไมเกรนกับคุณผู้หญิง
ผู้หญิงและผู้ชายเป็นไมเกรนได้ทั้งสองเพศแต่ผู้หญิงจะเป็นบ่อยกว่า บางคนปวดขณะมีประจำเดือนและหายไปเมื่อตั้งครรภ์ ผู้ป่วยบางคนเมื่อรับประทานยาคุมกำเนิดจะมีอาการปวดศีรษะรุนแรงและถี่ขึ้น บางคนไม่เคยเป็นไมเกรนแต่หลังจากรับประทานยาคุมกำเนิดก็เกิดอาการปวดศีรษะไมเกรน ทั้งนี้เนื่องจากยารักษาไมเกรนแต่ละชนิดจะมีส่วนผสมของเอสโตรเจน และโปรเจสเตอโรนระดับต่างๆกัน อาจจะแก้ไขโดยการเปลี่ยนชนิดของยาคุมกำเนิดหรือใช้ยี่ห้ออื่น และเมื่อพบว่ายาคุมทำให้คุณปวดศีรษะเพิ่มขึ้นคุณควรไปปรึกษาแพทย์
สำหรับไมเกรนที่มีอาการนำเช่น ตาเห็นแสง ชาตามมุมปาก ตามนิ้วไม่ควรใช้ยาคุมกำเนิด สำหรับคนที่ไม่เคยมีอาการดังกล่าวหลังจากรับประทานยาคุมกำเนิดแล้วเกิดอาการนำดังกล่าวให้ปรึกษาแพทย์
ชนิดของไมเกรน
นอกจากไมเกรน 2 ชนิดดังกล่าว ยังมีไมเกรนอีกหลายชนิดดังนี้
Hemiplegic migraine มีอาการอ่อนแรงของแขนขาข้างหนึ่งเป็นระยะเวลาช่วงสั้นๆหรือบางคนอาจจะมีเวียนศีรษะ หลังจากนั้นประมาณครึ่งชั่วโมงจะมีอาการปวดศีรษะตามมา
ophthalmoplegic migraine ผู้ป่วยจะมีอาการปวดศีรษะร่วมกับหนังตาตก เห็นภาพซ้อน
Basilar artery migraine ก่อนอาการปวดศีรษะผู้ป่วยจะมีอาการเวียนศีรษะ ทรงตัวไม่ได้ เห็นภาพซ้อน
Status migrainosus ผู้ป่วยจะมีอาการปวดศีรษะนานกว่า 72 ชั่วโมงและมีอาการมากกว่าปกติ
การวินิจฉัย
การวินิจฉัยไมเกรนอาศัยประวัติและการตรวจร่างกายเท่านั้นการเจาะเลือด หรือการตรวจ x-ray เป็นเพียงช่วยวินิจฉัยแยกโรคเท่านั้น แพทย์จะซักประวัติเพื่อวินิจฉัย
แพทย์จะซักเกี่ยวกับอาการปวด ตำแหน่ง ความรุนแรง ความถี่ ระยะเวลาที่ปวด
แพทย์จะซักอาการร่วมเช่น ไข้ อาการชัก อ่อนแรงข้างใดข้างหนึ่ง
แพทย์จะซักประวัติโรคประจำตัว การใช้ยา
แพทย์จะตรวจร่างกายโดยละเอียด
อาการดังต่อไม่นี้ไม่ควรคิดถึงไมเกรน
ผู้ป่วยปวดศีรษะหลังอายุ50 ปี
อาการปวดศีรษะปวดขึ้นทันที โดยมากเกิดจากหลอดเลือดในสมองแตก
อาการปวดศีรษะเป็นบ่อยขึ้น รุนแรงขึ้นนานขึ้น
อาการปวดศีรษะพบร่วมกับ ไข้ คอแข็ง ผื่น
มีอาการทางระบบประสาทอื่น เช่น ชัก อ่อนแรงของแขนขาข้างใดข้างหนึ่ง
การวินิจฉัยไมเกรนอาศัยเพียงประวัติเท่านั้นดังนั้นมีเกณฑ์ดังนี้
จะต้องมีอาการปวดศีรษะ (ตามข้อ2-4) อย่างน้อย 5 ครั้ง
ปวดศีรษะนาน 4-72 ชั่วโมง
ลักษณะปวดศีรษะต้องประกอบด้วยลักษณะอย่างน้อย 2 ประการ
ปวดข้างเดียว
ปวดตุ๊บๆๆ
ปวดมากจนทำงานประจำไม่ได้
ขึ้นบันไดหรือเคลื่อนไหวทำให้ปวดมากขึ้น
ขณะปวดศีรษะจะต้องมีอาการข้างล่างนี้อย่างใดอย่างหนึ่ง
คลื่นไส้หรืออาเจียน
แสงจ้าหรือเสียงดังทำให้ปวดศีรษะ
ประวัติและการตรวจร่างกายปกติ
ผู้ป่วยที่มีอาการปวดศีรษะแบบดังกล่าวไม่จำเป็นต้องตรวจ computer เพื่อการวินิจฉัย
วันอังคารที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2560
บิม100 อาหารเสริมสมุนไพรดูแลสุขภาพโรคกรดไหลย้อน โทร 094 435 0404
บิม100 อาหารเสริมสมุนไพรดูแลสุขภาพโรคกรดไหลย้อน
BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร สร้างภูมิสมดุล
สอบถามเพิ่มเติม
https://www.jumbolifeshop.com/p/20
โทร 088-826-4444 , 094-709-4444
089-071-8889 , 094-435-0404
LINE ID : @Jumbolife
โรคกรดไหลย้อน (ภาษาอังกฤษ – Gastro-Esophageal Reflux Disease; GERD) คือ ภาวะที่มีกรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร ไหลย้อนขึ้นมา บริเวณหลอดอาหาร
ซึ่งหลอดอาหาร เป็นอวัยวะที่ไม่ทนต่อกรด จึงทำให้เกิดการอักเสบ ของหลอดอาหาร
โดยปกติแล้ว หลอดอาหาร จะมีการบีบตัวไล่อาหารลงด้านล่าง และ หูรูด ทำหน้าที่ป้องกันการไหลย้อนของน้ำย่อย กรด หรืออาหาร ไม่ให้ไหลย้อนขึ้นมา บริเวณหลอดอาหาร
แต่ในปัจจุบัน หูรูดส่วนนี้ ทำงานได้น้อยลงในบางคน ซึ่งจะตรวจพบได้ประมาณ 1 ใน 5 คน
พบในคนทั่วไป ทุกกล่ม ทุกช่วงอายุ ตั้งแต่เด็ก ไปจนถึงผู้ใหญ่ แต่จะพบได้มากในคนอ้วน หรือสูบบุหรี่
และการไหลย้อนของกรด ถ้ามีมาก อาจไหลออกนอกหลอดอาหาร อาจทำให้มีผลต่อกล่องเสียง ลำคอ หรือปอดได้
ซึ่งหากละเลยไม่ไปพบแพทย์ เพื่อทำการรักษา อาจทำให้เรื้อรัง กลายเป็นมะเร็งหลอดอาหารได้
โรคกรดไหลย้อน เกิดจากสาเหตุอะไร?
สาเหตุหลักของโรคกรดไหลย้อน เกี่ยวข้องกับ ความผิดปกติ ในการทำหน้าที่ของ หูรูดหลอดอาหารส่วนล่าง เช่น
มีการคลายตัวของหูรูดหลอดอาหาร โดยไม่มีการกลืน หรือ ความดันของหูรูดของหลอดอาหารลดลง ไม่สามารถต้านแรงดันในช่องท้อง และการบีบตัวของกระเพราะอาหารได้
ในภาวะปกติ ร่างกายมีกลไลการป้องกัน การไหลย้อนของน้ำย่อยจากกระเพาะอาหาร ขึ้นไปในหลอดอาหาร โดยการทำงานของหูรูดหลอดอาหารส่วนล่าง
ซึ่งหูรูดนี้ จะคลายตัวขณะที่มีการกลืนอาหาร เพื่อไม่ให้อาหารและกรด จากกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นไป ในหลอดอาหาร
เมื่อประสิทธิภาพการทำงานของกลไลการควบคุมนี้เสื่อมลง หรือบกพร่อง จึงเกิดกรดไหลย้อน ซึ่งอาจเกิดเป็นครั้งคราว เป็นพักๆ หรือเกิดตลอดเวลาได้
ส่วนสาเหตุที่ทำให้หูรูดดังกล่าว ทำงานผิดปกตินั้น ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด อาจเกิดจาก หูรูดเสื่อมตามอายุ หูรูดยังเจริญไม่เต็มที่ในเด็กทารก หรือมีความผิดปกติมาแต่กำเนิด
นอกจากนี้ อาจพบในสตรีมีครรภ์ เนื่องจาก การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน มีผลต่อการทำงานของหูรูดหลอดอาหาร
ปัจจัยอื่นๆ ที่เป็นสาเหตุ ก่อให้เกิดโรคกรดไหลย้อน ได้แก่
การรับประทานอาหารรสจัด เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด อาหารประเภทไขมันสูง อาหารทอด ชา กาแฟ น้ำอัดลม การดื่มสุรา สูบบุหรี่ ความเครียด
หรือแม้กระทั่ง การนอนเอนหลังทันทีหลังรับประทานอาหารเสร็จ ตลอดจนการสวมเสื้อผ้าคับๆ และรัดเข็มขัดแน่นๆ เป็นต้น
โรคกรดไหลย้อน มีอาการ อย่างไร?
1. อาการทางคอหอย และหลอดอาหาร
-เกิดอาการแสบร้อนบริเวณกลางหน้าอก และลิ้นปี่ บางครั้งอาจร้าวไปจนถึงบริเวณคอได้ ซึ่งจะเป็นมากขึ้น ภายหลังรับประทานอาหารมื้อหนัก การโน้มตัวไปข้างหน้า การยกของหนัก หรือการนอนงาย
-รู้สึกคล้ายมีก้อนอยู่ในคอ หรือแน่นคอ
-กลืนลำบาก กลืนเจ็บ หรือกลืนติดขัด คล้ายสะดุดสิ่งแปลกปลอมในคอ
-เจ็บคอ แสบช่องคอ หรือแสบลิ้นเรื้อรัง โดยเฉพาะในตอนเช้า
-รู้สึกเหมือนมีรสขมของน้ำดี หรือรสเปรี้ยวของกรดในคอหรือปาก
-มีเสมหะอยู่ในลำคอ หรือระคายคอตลอดเวลา
-เรอบ่อย คลื่นไส้ คล้ายมีอาหาร หรือน้ำย่อยไหลย้อนขึ้นมาในอก หรือลำคอ
-รู้สึกจุกแน่นอยู่ในหน้าอก คล้ายอาหารไม่ย่อย
-มีน้ำลายมากผิดปกติ มีกลิ่นปาก เสียวฟัน หรือมีฟันผุได้
2. อาการทางกล่องเสียงและหลอดลม
-เสียงแหบเรื้อรัง หรือ แหบเฉพาะตอนเช้า หรือมีเสียงผิดปกติไปจากเดิม
-ไอเรื้อรัง โดยเฉพาะหลังรับประทานอาหาร หรือขณะนอน
-ไอ หรือรู้สึกสำลักน้ำลาย หรือหายใจไม่ออก ในเวลากลางคืน
-อาหารหอบหืดที่เคยเป็นอยู่ แย่ลง หรือไม่ดีขึ้น
-เจ็บหน้าอก
-เป็นโรคปอดอักเสบ เป็นๆ หายๆ
3. อาการทางจมูก และหู
-คัน จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล หรือมีน้ำมูก หรือเสมหะไหลลงคอ
-หูอื้อ เป็นๆ หายๆ หรือปวดหู
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)












